ก๋วยเตี๋ยวคอมพิวเตอร์

ผู้ใช้พีซีไม่ใช่ผู้ที่เปี่ยมด้วยบุญญาธิการเหมือนผู้ใช้แมก คนจะใช้พีซีได้ต้องมีน้ำอดน้ำทน มีจิตใจที่ทแกล้วทหาญ ความมุ่งมั่นสูง เพราะพีซีที่รักของเรามักจะโยเย งอแง รวนไปรวนมา หาเรื่องปวดหัวมาให้เราได้ลิ้มรสประจำ ถ้าคุณใช้งานมันนิดๆ หน่อยๆ มันก็งอแงน้อยหน่อย แต่ถ้าเผอิญคุณเป็นเพาเวอร์ยูสเซอร์ พีซีของคุณก็ จะอวดดีงัดข้อกับคุณได้ทุกขณะจิต ถ้าคุณไม่อึดจริงๆ มีหวังทุบมันป่นปี้คามือ วันนี้ผมกับหมอฯ จึงฉวย โอกาสคุยกัน ในเรื่องเภทภัยที่คุณอาจพบ ไม่แน่ว่าคุณอาจนำความรู้นี้ไปบรรเทาภัยได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

พอเที่ยงปั๊บ ผมกับหมอคอมพิวเตอร์ ก็เกี่ยวก้อยกัน ไปร้านก๋วยเตี๋ยวข้างๆ กองบก. หมอฯ สั่งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ใส่ตำลึง ผมสั่งเส้นใหญ่น้ำเนื้อเปื่อย เมื่อได้ก๋วยเตี๋ยวแล้ว ขณะที่ผมกำลังหยิบพวงมาปรุงรสเอาเป็นเอาตาย หมอฯ ก็ปรารภขึ้นมาว่า

"มีคนเขียนจดหมายมามาก หมอฯ จะตอบละเอียดก็ไม่ไหว เพราะจะยืดยาวเกินไป เราจะทำยังไงกันดี เอ่อ... ระวัง เนื้อติดคอตายได้น่ะ"

"ยาวก็ยาวไปสิ ตอบยาวๆ ก็ดีน่ะ จะได้ละเอียดหน่อย" ผมว่า

"โฮย... ถ้าตอบยาวแบบละเอียดจริงๆ เดือนหนึ่งตอบ ได้ไม่เกินสองฉบับแน่ แต่นี่มีจดหมายมารอในคิวตั้งเยอะ แต่ละฉบับก็ขอให้ตอบด่วนทั้งนั้น หมอฯ อยากจะลง จดหมายจากผู้อ่านให้หมดไปเลยทุกเดือน ไม่ชอบดองไว้" หมอฯ พูดแล้วเพ่งมองเป็ด

"ฮ่ะฮ่า.. เรื่องนั้นผมไม่สนหรอก หมอฯ มีหน้าที่ตอบ จดหมายมาถามผมได้ไง" ผมตอบอู้อี้

"อ้าว พูดอย่างงี้ก็ไม่สวยน่ะซี่" หมอฯ ขึ้นเสียง ผม เห็นท่าไม่ดีเลยส่งโอวเลี้ยวให้ดูด

"คุณพี่เป็น บก. คุณพี่ก็ต้องหาทางออกให้ลูกน้อง ด้วยซี่ จะเอาตัวรอดคนเดียวได้ไง" หมอพูดหลังจากดูดโอวเลี้ยวไปหนึ่งอึก

"เออจริง... " ผมเห็นด้วย จึงพยักหน้าพลางใช ้ตะเกียบส่งก้านผักบุ้งเข้าปาก

"งั้นหมอฯ ลองบอกผมมาซิว่าปัญหาที่มีคนเขียนมา ถามบ่อยๆ น่ะมีอะไรมั่ง ผมจะได้เอาที่เรา คุยกันวันนี้ไปลงในคอลัมน์ของผมซะเลย"

เปิดเครื่องไม่ได้

หมอฯ แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังอึงมี่ เล่นเอาผู้คน ในร้านก๋วยเตี๋ยวลอบร้องแย่ในใจกันทั่วหน้า

"ได้สิ ได้ แต่ปัญหาพวกนี้น่ะ ต้องว่ากันยาว ยกตัว อย่างเช่นมีรายนึงใช้คอมพิวเตอร์ทุกวัน ทำงาน เล่นเกม เล่นอินเตอร์เนท อยู่มาวันหนึ่ง ตื่นเช้ามาเปิดเครื่อง บูตไม่ได้ เครื่องไม่ทำงาน"

"ฮ้า!... เลวร้ายอย่างงั้นเลยเรอะ งั้นก็ต้องดูก่อน ว่ามีไฟเข้าเครื่องหรือเปล่า ดูได้จากไฟหน้าปัทม์ ที่ด้านหน้าเคส และไฟที่สวิชต์จอภาพ จากนั้น ก็ดูพัดลมด้านหลังเคสว่ามีลมเป่าออกมาหรือไม่"

"ถ้าไม่มีไฟติดและพัดลมไม่ติดล่ะ"

"ก็แสดงว่าไม่ได้เสียบปลั๊กไฟ"

"ถ้าเสียบแล้วล่ะ"

"ก็แสดงว่าสายไฟขาด หรือไม่ก็ฟิวส์ที่แผงเสียบรวม ปลั๊กไฟขาด หรือไม่ก็ฟิวส์บ้านขาด หรือไม่ก็เพาเวอร์ ซัพพลายในคอมพิวเตอร์พังไปแล้ว"

เสียบได้หลายรู

แผงปลั๊กไฟที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ คือจุดต่อสายไฟจากจุดเดียวให้เป็นหลายๆ จุด ถ้าเป็น ยี่ห้อที่ดีหน่อยจะมีฟิวส์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรอยู่ในตัว หรือบางครั้งอาจเป็นปุ่มกด ให้ตรวจดูตรงจุดนี้ถ้าไม่ มีไฟเข้าเครื่อง

"แล้วควรจะตอบว่าแก้ไขยังไง ไหนบอกมาซิ"

"เออ..อันนี้มันขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ถ้าสันนิฐานว่าปลั๊กไฟไม่มีไฟฟ้า ก็ต้องลอง เอาเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ เช่นพัดลมมาเสียบเปิดดู ถ้าพัดลมไม่ติดก็ยิ้มได้เลย แสดงว่าคอมพิวเตอร์ ของเรายังไม่พัง หัวเราะเลยก็ได้ถ้าดีใจมากเกินไป" ผมพูดแล้วหยิบหลอดดูดจากแก้วโอวเลี้ยงมาดูด น้ำก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก

"แล้วถ้าพัดลมติดดีล่ะ" หมอฯ ถามต่อ

"ก็ให้สงสัยไว้ได้เลยว่าเพาเวอร์ซัพพลายได้กระ ทำกาลกริยาแล้ว แต่ก็ไม่แน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะ อาจเกิดจากสายไฟไปเข้าหลังเครื่องหลุด หลวม หรือขาดในก็ได้"

"ถ้าสงสัยว่าจะเป็นอย่างนี้ต้องทำยังไงบอกมาเร็ว" หมอฯ ถาม พลางสูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าสู่ทางเดิน อาหารอย่างรุนแรง

"ก็ต้องลองไปหาสายไฟที่รู้ว่าเป็นของดี ไม่ขาด ไม่เปื่อย มาลองเปลี่ยนดู"

"ถ้ายังไม่หายล่ะ"

"ก็ให้หันเหความสนใจความสนใจไปยังเพา เวอร์ซัพพลายในทันใด"

"แหม..ลิเกเชียว แล้วถ้าเขาถามว่าเพาเวอร ์ซัพพลายคืออะไรล่ะ"

"ก็ต้องตอบว่าเพราเวอร์ซัพพลายนั้นหรือ คือกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ภายในเคส ด้านหลังมีรูให้ ลมออก เพราะข้างในมีพัดลมระบายความร้อน และมีรูให้สายไฟมาเข้า และมีรูให้เสียบสายไฟ จากจอภาพ ถ้ามันพัง ไฟจะไม่เข้าเครื่องเลย ไฟด้านหน้าเคสจะไม่ติดเลยสักดวง และคอมพิว เตอร์จะไม่ทำงาน ก็คือบูตไม่ได้นั่นแล
"แล้ววิธีแก้ไขต้องทำไง" ผมถามรุก
"ก็ไม่ยาก ให้เปิดฝาเครื่องออกมา ถอดเพาเวอร์ออก แล้วเอาอันอื่นที่รู้ว่าใช้การได้
มาลองใส่ดู แค่นี้ก็เรียบร้อย ง่ายมั๊ย"
นี่แหละเพาเวอร์ซัพพลาย

แหล่งจายไฟ หรือเครื่องแปลงไฟนี้ทำหน้าที่แปลงไฟบ้านซึ่งเป็น ไฟสลับแรงดันสองร้อยยี่สิบโวลท์ ให้เป็นไฟตรงแรงดันห้าและสิบสองโวลท์ที่ คอมพิวเตอร์ต้องการ ด้านหลังของมันจะมีพัดลมดูดอากาศ เพื่อระบายความร้อนด้วย

"ไม่ง่ายหรอก" หมอฯ ว่า "ขืนแนะไปอย่างงี้ ถ้าผู้อ่านเอาไปลองทำดู แล้วทำไฟช็อตหรือ ไฟโดนไฟดูด หมอฯ ก็ปาบแย่น่ะสิ"

"หมอฯ น่ะไม่แย่หรอก แต่บก. น่ะโดน เล่นงานแน่" ผมพูดพลางล้วงน้ำแข็งในแก้วโอว เลี้ยงใส่ลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวหนึ่งก้อน เพื่อให้ก๋วยเตี๋ยวร้อนน้อยลง
"ถ้างั้นเอะอะก็ตอบว่าให้ส่งร้านซ่อมสิ ง่ายดี ไม่ต้องเสี่ยงโดนด่าด้วย" ผมประชด
"จะเขียนอย่างนั้นก็เกรงใจคนที่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถไปร้านซ่อมได้ง่าย เพราะฉะนั้นอะ ไรที่พอจะซ่อมด้วยตัวเองได้ก็ต้องรักษากันไป ก่อนตามมีตามเกิด"
"จะดีหรือหมอฯ ผมน่ะกลัวว่าจะยิ่งพังหนักเข้า ไปใหญ่ซะละมากกว่า"
Windows ไม่ยอมบู๊ต

หมอฯ ก้มหน้าก้มตาจัดการกับชิ้นเป็ดในชามเงียบๆ อยู่หนึ่งวินาทีแล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า
"แล้วถ้าเปิดเครื่องได้แต่บู๊ต Windows ไม่ได้จะว่าไง"
"มันก็มีหลายสาเหตุน่ะ คือเป็นไปได้หลายอย่าง"
"ว่าไปให้หมดทุกอย่างที่เป็นไปได้เลย"
"อย่างแรกคือบู๊ตเซคเตอร์เสียแล้ว พูดง่ายๆ คือฮาร์ดดิสก์มีปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าฮาร์ดดิสก์เสียน่ะ ถ้าเอาไปฟอร์เมตก็ดีเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ส่วนโปรแกรมที่ทำหน้าที่บู๊ตในฮาร์ดดิสก์มันมีปัญหา สาเหตุก็เกิดจากอุบัติเหตุทั่วๆ ไป เช่นผู้ใช้เผลอพลั้งไปลบไฟล์ของระบบ หรือเกิด การปีนเกลียวในระบบไฟล์ ไล่เรื่อยไปจนถึงไวรัสได้ด้วย"
"แล้วควรแนะให้แก้ไขอย่างไร" หมอฯ ถามพลางเคี้ยวถัวงอกเสียงกระหึ่ม

"อันนี้หากใครประสบเข้า ก็นับเป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่ง เพราะจะต้องไปหาแผ่นดิสก์ที่เรียกว่าซิสเต็มดิสก์ หรือบูตดิสก์ หรือแผ่นดอสที่บูตได้มาจัดการบูตซ่ะ จากนั้นก็ใช้คำสั่ง sys เพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล อาจต้องถึงแก่ฟอร์แมทฮาร์ดดิสก์เลยทีเดียว ในกรณีที่ใช้ Windows NT ก็จะต้องใช้แผ่น Energency disk ที่จัดทำไว้ล่วงหน้ามาเยียวยา ถ้าแผ่นนี้หายไปก็เรื่องยาว"
"ยาวยังไง"
"ก็ต้องไปเอาแผ่นซีดีของ Windows NT มาเย็นแผ่นบู๊ตสำหรับเอ็นทีกันใหม่ ย่อมต้องเสียเวล่ำเวลาไม่ใช้เล็กน้อยแล้ว"
"เอาละๆ ถ้าบู๊ตเครื่องได้ แต่เข้า Windows แล้วมันค้างอยู่ที่หน้าจอแรกจะว่ายังไง"
"หือ... แบบนี้แสดงว่าฮาร์ดดิสก์ หรือระบบไฟล์ในฮาร์ดดิสก์มีปัญหา หรืออาจเป็นที่อุปกรณ์บางตัวเช่นการ์ดเสียง เกิดขัดแย้งกับอุปกรณ์อื่นๆ หรืออาจะเป็นได้ว่าการ์ดควบคุมฮาร์ดดิสก์รวน หรือไฟล์ของ Windows เองบางไฟล์ชำรุด ไฟล์หายไป"
"แล้วจะแก้ยังไงดี"
"อันนี้ลำบากหน่อย คือต้องลองติดตั้ง Windows ดูใหม่ เท่าที่ผมพบมา มันจะแก้ปัญหานี้ได้" หมอฯ พยักหน้า แล้วยกชามก๋วยเตี๋ยวที่เหลือคำสุดท้ายขึ้นซดดังโฮก


"อันที่จริงมีคำถามและปัญหาอีกเยอะมาก แต่เผลอแป๊บเดียว นี่มันหมดจะเวลาพักเที่ยงแล้ว
หมอฯ ต้องรีบกลับเข้ากองบก. ก่อน เพราะจะต้องไปตอบจดหมายที่ค้างอยู่ให้เสร็จทันเวลา"
"โห... ขยันเนอะ รีบไปเหอะ มื้อนี้ผมเลี้ยงเองก็แล้วกัน" ผมว่า

"ก็ลองไม่เลี้ยงสิน่าดู หนอย เมื่อวานซืนก็ให้เราออก เมื่อวานก็อีก" หมอฯ บ่นพึมพัมแล้วกลับหลังหัน วิ่งออกไปจากร้าน ทิ้งผมนั่งอยู่คนเดียว กับชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยที่ใส่พริกป่นมากจนเกินงาม