อินเตอร์เนตไทยกำลังจะดีขึ้น

ถ้าพูดถึงอินเตอร์เนตใครๆ ก็ชอบ เพราะอะไรๆ ล้วนดีหมด แต่ถ้าถามว่า อินเตอร์เนตมีข้อเสียอะไรบ้างทุก คนก็ตอบ เป็นเสียงเดียวกันว่าช้า และแพงกว่าจะโหลดเว็บเพจให้ ดูได้สักจอต้องรอกันจนแทบหลับ ส่วนการดาวน์โหลดไฟล์ การ FTP ไฟล์ใหญ่ๆ นี้เลิกพูดกันได้ แต่ค่า ใช้จ่ายกลับแพง จนอยากจะเลิกคบ

 

เรื่องความเร็วดูเหมือนเราจะมาถึงทางตันเสียแล้ว เพราะ สายโทรศัพท์เป็นตัวถ่วงสำคัญ โมเด็มความเร็วขนาด 56K เป็นความเร็วสูงสุด ที่จะพึงใช้กับสาย โทรศัพท์ ธรรมดาได้ กระนั้นก็ใช่ว่าจะทำงานที่ความเร็วขนาด 56K ได้จริงๆ

ISP บางรายให้ใช้โมเด็ม 56K สองตัวต่อพร้อมกันได้ แต่ก็จะต้อง เสียค่า ใช้จ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า ชาวบ้านที่ไม่ได้ใช้ อินเตอร์เนต เพื่อทำเงิน คงควักสตางค์จ่ายไม่ไหว ทางเลือกอื่นๆ อย่าง ISDN หรือใช้สายสัญญาน ของเคเบิ้ลทีวี ก็ดูไม่ค่อยน่าจะเป็นไปได้ สักเท่าไหร่ เพราะ สายสัญญานพวกนี้ คงอีกนาน กว่าจะแพร่หลาย ไปทุกบ้าน ได้อย่างสายโทรศัพท์

ดีใจได้ เพราะผมมีข่าวดีจะเรียนให้ทราบว่า ยังมีหนทาง ต่อเข้ากับอินเตอร์เนท ได้จากทุกบ้านเรือน โดยไม่ต้องง้อสายโทรศัพท์ แถมความเร็วยังเป็นเลิศ เยี่ยมยอดกว่า ISDN เปิดเว็บเพจ แต่ละหน้าใช้ เวลาแค่เสี้ยววินาที รับส่งไฟล์ขนาดโตเป็นสิบๆ เม็กได้ภายในพริบตา เล่นได้ทั้งดนตรีวิดิโอ และรายการสด ทั้งหลายแหล่

ผมกำลังพูดถึงการเฃื่อมต่ออินเตอร์เนตโดยผ่านสายไฟฟ้า สายไฟฟ้าอยู่คู่บ้านเรือนมาตั้งแต่สมัยจูราสสิกปารค์ บรรดาวิศวกรก็เล็งๆ อยู่นานแล้วว่า น่าจะนำมาใช้เพื่อการสื่อสารได้ แต่ยังติดขัดอยู่ที่เรื่องสัญญาณรบกวน จนกระทั่งปี 1991 ดร. พอล บราวน์ แห่งบริษัท NORWEB ได้ทำการวิจัย โดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ เข้ามาช่วย จนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จในปี 1995 เรียกเทคนิคนี้ย่อๆ ว่า DPL (Digital Power Line)

เดือนตุลาคม คศ. 1997 บริษัท Nortel ได้ประกาศว่า ค้นพบวิธีรับมือ สัญญาณรบกวน ในสายไฟ ได้แล้ว และเริ่มติดตั้งระบบนี้เพื่อใช้กับองค์กรต่างๆ นับหมื่นแห่งทั่วโลก โดยอ้างว่านี่คือสิ่งที่ทำให้แนวคิดเรื่อง information super-highway หรือทางด่วน ข้อมูลกลายร่างเป็นความจริง เพราะเป็นการเชื่อมต่อ อินเตอร์ด้วยความเร็วสูง โดยไม่ต้อง ใช้สายโทรศัพท์

เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูลไปตามสายไฟธรรมดาๆ ที่มีอยู่แล้ว ตามอาคารบ้านเรือน ได้ความความเร็วระดับเม็กกะบิต ซึ่งเร็วกว่า ISDN เป็นสิบเท่า สามารถทำงานกับสาย ไฟฟ้ากำลัง ในท้องถิ่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะมีผลให้ค่าใช้จ่าย เพื่อเข้าถึงอินเตอร์เนตต่ำลง โดยอาจคิดเป็นอัตรา คงที่รายเดือนได้เลย ไม่ต้องคิดตามปริมาณการใช้อย่างทุกวันนี้

ถ้าคุณไปดูที่โรงเรียนประถม Seymour Park Primary School ในเมือง แมนเชสเตอร์ คุณจะเห็นพีซีสิบเครื่อง เชื่อมต่อเข้ากับกล่องดำกล่องหนึ่ง และกล่องดำนี้ก็ต่อเข้ากับปลั๊กไฟฟ้า พีซีทั้งสิบเครื่องนี้สามารถเล่นอินเตอร์เนต พร้อมๆ กันได้ด้วยความเร็วสูง และเชื่อมต่อค้างไว้ตลอดเวลา โดยไม่ต้อง log-off เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยี DPL นี้

ส่วนในย่านเอเซีย ประเทศสิงค์โปรเป็นประเทศแรก ที่กำลังนำระบบนี้มาใช้ ส่วนบ้านเราดูๆ แล้วยังเห็นข้อติดขัดอีกเยอะ เช่นใครจะเป็นผู้ให้บริการ เพราะถ้าการไฟฟ้าฯ ให้บริการ คงไม่มีใครอยากใช้สายโทรศัพท์ พวก ISP ก็ต้องเฮโลมาที่การไฟฟ้าฯ แต่องค์การโทรศัพท์ฯ ก็คงไม่ยอม เพราะยังมีสัญญาพูกพันค้างคากันอยู่

ถ้าพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็คงเกิดคำถามว่า เรายังจำเป็นต้องมี ISP อย่างในปัจจุบันนี้กันอยู่อีกหรือไม่ ในเมื่อการไฟฟ้าฯ ก็สามารถให้บริการได้เองอยู่แล้ว หรือว่าพวกเคเบิ้ลทีวีจะพลิกล็อก ออกมายึดครองการสือสารความเร็วสูงไว้เอง หรืออาจเป็นได้ว่าบริษัทต่างชาติ ที่ให้บริการสื่อสาร ผ่านดาวเทียมอย่างอิริเดียม อาจเสนอบริการใหม่ ที่ทำให้ระบบอื่นต้องม้วนเสื่อได้หมด

สำหรับประเทศไทยใน พ.ศ. นี้ ถ้าพูดถึงเรื่องอินเตอร์เนตความเร็วสูง DSL ดูจะคุ้มเงินที่สุด ตามทฤษฎีแล้ว น่าจะเร็วมาก ขนาดเปิดหน้าเว็บ คลิกผ่านได้ โดยไม่ต้องรอ โหลดภาพ และเสียง แต่ในความปฏิบัติ ปรากฏว่า ISP ทุกรายเชื่อมช่องสัญญาณ ต่างประเทศ เส้นเดียวกัน (โดย กสท.) ก็เลยเกิดปัญหาคอขวด ผู้ใช้ DSL บางเวลาจึงรู้สึกเหมือนถูกหลอก เพราะสปีดไม่ได้ดีไปกว่าโมเด็ม 56K ซักเท่าไหร่

ช่องสัญญาณต่างประเทศยิ่งความเร็วสูงก็ยิ่งแพง ถ้าเราใช้มากเงินก็ยิ่งไหลออกเร็ว แต่ถ้าเราใช้ ให้เป็นประโยชน์ เช่นทำธุรกิจ หรือเพื่อการศึกษา ก็น่าจะคุ้ม ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภค จึงต้องรอดูต่อไปว่าใครจะเข้ามาปลดแอก ISP หรือ ISP จะสามารถแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นกับ กสท ได้เอง ซึ่งคงไม่ง่ายถ้ารัฐบาลไม่เล่นด้วย

ไม่ต้องห่วงครับ ดูแล้วมีความหวัง เพราะรัฐบาลนี้ นายกฯ สนใจอินเตอร์เนต มากๆ ถ้าสามารถปล่อย ให้การแข่งขัน เป็นไปตามกลไกแบบเสรีได้ เราอาจจะ ได้เห็นอะไรดีๆ กับอินเตอร์เนตไทยเร็วๆ นี้