| หลังจากร้อนระอุมาหลายวัน
พระพิรุณก็ดีใจ โปรยน้ำฝนลงมาหนาเม็ด ทำให้นึกถึงโคลงที่ว่า
"เยือกเย็นน้ำฟ้า
บันดาล
พุ่มพฤกษาสาร สลดระย่อห่อใบ"
พอตกหนักได้สักสองชั่วโมง
ก็ลดความแรงลงมาอยู่ระดับพรำๆ ผมนั่งดูชมอยู่บนคอนโดฯ ชั้นแปด มองลงมาเห็นบ่อน้ำ
กอบัว เรือแจว และสุมทุมพุ่มไม้ ล้วนชอุ่มชุ่มชื้นด้วยละอองฝน ทำให้นึกถึงบทกวีไฮกุที่ว่า
ฟนตกหยิมๆ
ยายฉิมเก็บเห็ด
น้ำท่าไหลรี่
ปลากระดี่ลงรู
พอหมดคิวพระพิรุณ
ก็ถึงคิวของพระพายที่หยุดทำงานไปพักร้อนเสียหลายวัน กลับมาประจำหน้าที่คราวนี้
ชะรอยว่าจะพักผ่อนมาเต็มอิ่มดีแล้ว จึงมีกำลังมาก เลยกระหน่ำซะยังกะทวิสเตอร์
เชื่อมั๊ยครับว่าผมวัดความเร็วลม (ด้วยนิ้วหัวแม่โป้ง) ได้ถึง แปดสิบนอตติเคิลไมล์ต่อชั่วโมง
มาจะกล่าวถึงพระอาทิตย์บ้าง
วันนี้ท่านตีอู้ครับผม ชักรถเข้าหลบหลังหมู่เมฆา ท้องนภาก็.. เออคือ...
ต้องให้ร่ายโบราณของจิตรทำหน้าที่บรรยายแทนดังนี้
"อ่า...
สยาม ณ ยามจะสนทยา คะมึมทะมึน ณ พื้นนภา ยะเยียบเย็น"
ผมนั่งเหมอมองไปที่ปลายฟ้าด้วยด้วยอารมณ์อันแสนจะลิเก
ปลายฟ้าเป็นสีเทาครับ ลมที่พัดมาแรง และแสงอาทิตย์ที่หายไป ทำให้รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด
ไหน... มีกลอน ทำให้นึกถึงกลอนที่ว่า
"ลมเรื่อยๆ
เฉื่อยฉิว ต้องผิวเนี้อ
ความหนาวเหลือ สุดจะทนกระมลหมอง"
ผมทอดสายตาไปยังบูรพาประเทศ
(Burapa pardej) อันเป็นที่ตั้งของใจกลางเมือง (กลางใจเมือง) ซึ่งประกอบไปด้วยตึกระฟ้ามากมาย
อ่า... มาบัดนี้แท่งคอนกรีตมหึมาล้วนจมหายอยู่ในม่านหมอกขะมุกขะมัว
ดูแล้วย้าฮู้หัวใจซะเหลือเกิล...
.ในความสงัดเทาเย็น
ท่ามกลางความเป็นไปในสากลจักรวาล ผมนึกถึงบรรดาท่านผู้อ่านสุดยอดที่รักขึ้นมากึ้กในหัวใจ
จึงหมุนตัวโดดโลดฉวยกล้องถ่ายรูป ฉายวิวที่บรรยายนี้มาฝากคุณๆ ที่มีพระคุณดังนี้เห็นทางซ้ายมือนี่แหละครับ
ชื่อภาพ
(อ่านชื่อตอนตอนนี้). . . (more)

|